top gun maverick หนังใหม่

top gun maverick หนังใหม่ จำเป็นต้องบอกว่าผมกำเนิดไม่ทันสมัยที่ Top Gun ฉายส่งผลให้ไม่เข้าใจว่าหนังประเด็นนี้เพราะเหตุไรถึงเป็นที่รักของคนสมัย 80 มากนัก และด้วยกระแสของภาคต่อในรอบ 36 ปีของมัน ทำให้ผมมีความสนใจและตัดสินใจหาภาคแรกมาดู ซึ่งผมรู้สึกว่าหนังมันมิได้เหนือกาลเวลาอะไร หลายแบบออกจโบราณ รวมถึงเส้นเรื่องที่ชมแปลก ๆ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ตองยอมรับว่าการถ่ายทำฉากเครื่องบินรบในสมัยที่เทคโนโลยี CG ยังเป็นแค่ของเพ้อฝัน มันชมไม่เลวเลยทีเดียว

ถึงแม้คุณจะสามารถไปดู Top Gun Maverick แบบไม่ควรจะมีพื้นฐานภาคแรกเลย เหตุเพราะในหนังมันจะเล่าสิ่งที่เป็นเนื้อหาเชื่อเรื่องมภาคแรกได้หมดครบถ้วนจนเป็นไปได้ยากที่คุณจะงง แต่ว่าหากคุณดูภาคแรกมาก่อน คุณจะเข้าถึงฟิลลิ่งบางอย่าง ทั้งในเรื่องของนักแสดง และ กาลช่วงเวลาที่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หนังแอบชี้แนะให้คุณ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความเคลื่อนไหวของสมัยสมัย” ที่ต้องกล่าวว่ามันเหมือนการหยอกล้อวงการหนัง Blockbuster ของฮอลลีวู้ดในขณะนี้ก็ไม่ไม่ถูกเลย

ท้ายที่สุดหนึ่งในหนังภาคต่อที่ใช้ช่วงเวลาห่างกัน 36 ปี ซึ่งใช้ช่วงเวลาห่างกันมากที่สุดเรื่องนึงที่เคยมีมาเลยทีเดียว top gun maverick แถมหนังสร้างเสร็จก็ยังถูกเลื่อนฉายมาแล้วถึง 3 ปี เราก็ได้เหมือนกันชมหนังเครื่องบินรบแบบฟอร์มยักษ์ภาคต่อจากตำช้านาน “Top Gun | ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า (1986)” เมื่อ 36 ปีที่แล้วกันเสียที

ได้มาดูแบบไม่ได้เอาใจใส่ และภาคแรกตอนเด็กจะดูไปแล้วหลากหลายรอบมาก แต่ก็ว่างเว้นไปช้านานจนลืมเนื้อหาเนื้อเรื่องไปบ้าง แต่เส้นเรื่องหลักๆ ตัวละครหลักก็ยังพอจำได้อยู่ นำมาซึ่งการทำให้การชมประเด็นนี้พอจะเข้าใจสิ่งที่ภาคต่อประเด็นนี้ติดต่อและทำการสื่อสารไปยังแฟนบอยของ Top Gun ได้อยู่

หนังน่าดู “ท็อปกัน มาเวอริค” รูปยนตร์มาแรง “ทอม ครูซ” ชูโรง ผู้คนจำนวนมากต้องการไปชมในโรงภาพยนตร์ ต้องการรู้คำวิจารณ์ เช็กที่นี่ Top Gun: Maverick เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ หลังจากที่รอคอยมาช้านาน 30 กว่าปี ทอม ครูซ ได้กลับมารับบทนำอย่าง พีท “มาร์เวอริค” มิทเชล อีกรอบ หลังจากปี 1986 และครั้งนี้เขาก็กลับมารับบทนำในสถานภาพ “มาร์เวอริค” เป็นต้นว่าเคย พร้อมด้วยเหล่าคำติชมที่พูดกันว่านี่คือสุดยอดรูปยนตร์แห่งปี มาดูกันว่าจะมีคนไหนที่ออกมาดูเชยถึงหัวข้อนี้กันบ้าง

top gun maverick

ชั้นเชิง ทอม ครูซ ควรต้องเครื่องบินจริง บินจริงเท่านั้น

เครื่องบินหลัก ๆ ในภาคนี้อาจเป็น F-18 แต่ Tom Cruise ก็ยังเพียรพยายามหาซีนให้อดีตเครื่องบินคู่บุญอย่าง F-14 ได้กลับมาเฉิดฉายบนหน้าจออีกที โดยทั้งเรื่อง Tom Cruise ก็ใช้การบินจริง เครื่องบินจริง ทั้งเรื่องตามที่เขาเด็ดเดี่ยว มีแต่ F-14 แค่นั้นที่จำเป็นจะต้องพึ่ง CGI เพราะว่าอเมริกายกเลิก F-14 ไปตั้งแต่ปี 2006 แล้ว ซึ่งผลที่ออกมา รวมตัวกันกับเทคนิคงานรูปและเสียง ก็คือ Top Gun: Maverick จัดเป็นหนังแอ็คชั่นเครื่องบินที่สมจริงและบีบกะโหลกคนดูที่สุดเท่าที่เคยดูมา

การพลิกมาที่ห่างกันเกือบ 40 ปี ของภาพยนตร์แอคชั่นที่สร้างชื่อเรื่องให้นักทำให้รู้อย่างทอม ครูช กลายเป็นคนในวงการบันเทิงราวในชั่วข้ามคืนด้วย ฉากที่เขาสวมแว่น Ray-Ban Aviator ขี่มอเตอร์ไซส์ Kawasaki GPZ900R คู่กับ เครื่องบิน F-14A Tomcat รวมทั้งเพลงประกอบค่าตอบแทนออสการ์เพลงคลุกเคล้ากันเยี่ยมที่สุดอย่าง Take My Breath Away ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังแอคชั่นคลาสสิคของสมัย 80

และสร้างกระแสให้กับวัยรุ่นในสมัยนั้นจนมีคนมาสมัครเป็นทหารเรือกันอย่างล้นหลาม ในภาคนี้ได้ผู้กำกับ โจเซฟ โคซินสกี้ ที่เคยรวมงานกับ ทอม ครูช ในเรื่อง Oblivion มาทำกำกับ เห็นได้ชัดพล็อตแบบนี้คนชมหนังมาเยอะมากๆ ถ้าจะเดาเรื่องได้ไปยันจบก็อาจไม่แปลกอะไร ซึ่งก็จริงด้วยเหตุว่า ไม่ได้โดดเด่นในแง่ของความซับซ้อนเนื้อเรื่อง มันโดยง่าย ตรงไปตรงมา ทว่าก็ไม่ใช่อุปสรรคเลยเนื่องจากว่าหนังประเด็นนี้เล่าเรื่องดำเนินเรื่องได้ดีที่สุดมาก

ที่แท้ก็เป็นเรื่องน่าแปลก แม้ผมจะบอกว่าเล่าเรื่องได้ดี แต่มันก็ไม่ได้ฉูดฉาดฉวัดเฉวียนหรือเต็มไปด้วยเทคนิคโชว์ของแบบซือเจ๊หรือหนังสมัยใหม่ ในทางตรงกันข้ามมันมีความเป็นหนังยุค 80-90 เล่าเรื่องไปตามลำดับขั้นในโอกาสที่ถูกต้องมุ่งเน้นความอีโมชันแนลที่เกิดขึ้นจากการทำให้ทราบควบรวมไปกับสถานการณ์ในเรื่อง เพซของมันไม่น่าใช่หนังยุคใหม่เลย แต่กลับกลมกล่อม คลาสสิค เต็มอารมณ์ แถมไม่ตกสมัยอีกต่างหาก เรียกว่าผู้กำกับ โจเซฟ โคซินสกี้ ยกระดับความสามารถของตนเองขึ้นมาได้อย่างน่าสะดุ้ง

ในหนังพวกเราจะเห็นว่า Maverick ตัวเอกของเรื่องกำลังประสบพบเจอปัญหา “หมดยุคยุค” ของเขา เมื่อโลกไม่ได้ควรจะเป็นนักบินเนื่องมาจากเทคโนโลยีโดรนกำลังเข้ามาแทนที่พวกเขา ซึ่ง Maverick ก็รับรู้ดีว่าวันใดวันหนึ่งหมวดหมู่เขาก็จะไม่เป็นประโยชน์และถูกลืมไปในที่สุด ที่สำคัญเขาไม่สามารถที่จะทำอะไรได้นอกจากยื้อตอน “แต่จุดจบมันยังไม่น่าจะใช่วันนี้” และหนังก็ชี้ให้เห็นการต่อสู้เพื่อจะอาจจะไว้ซึ่งหน้าที่ของตัวเองในสมัยสมัยนี้ ให้ทราบดีว่านักบินยังอาจอยู่และยังสำคัญในขณะนี้ก่อนที่ช่วงเวลาที่หมวดเขาสูญพันธ์จะมาถึง

และโดยพินิจได้ง่ายๆ พวกเราจะเผชิญว่าระหว่าง 36 ปีที่หนังทิ้งห่างมามันก็ส่งผลบางสิ่งกับหนังเหมือนกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นประเด็นปมไม่ถูกบาปของผู้แสดงที่ดูเหมือน  จะอุตสาหะเข้าไปแตะและพิจารณามันได้อย่างน่าดึงดูดไม่บางส่วน โดยเฉพาะประเด็นของมาเวอร์ริกกับรูสเตอร์ที่หนังตั้งท่าให้ทั้งคู่มีปมอะไรบางอย่างที่ยังสางกันไม่สำเร็จ พวกเราก็เลยเห็นซีนสุดสะเทือนอารมณ์ทั้งการที่รูสเตอร์เล่นเปียโนเพลงเดียวกับกู๊สในวันแรกที่มาเวอร์ริกบังเอิญเจอเขาหรือจนกระทั่งคำกล่าวแทงไม่มีความกรุณาที่เราแสดงตัวกันไปในตัวอย่างหนังแล้ว

อย่างไรก็แล้วแต่ ชั้นเชิงความสมจริงและภาวะบีบกะโหลกก็มีขีดจำกัดหากพวกเรามิได้ดู  ในโรง IMAX (หนังมีฉายในระบบ IMAX แต่ไม่น่าจะใช่ 3D ที่ใส่แว่นนะคะ) เพราะว่าผู้กำกับอย่าง Joseph Kosinski (จาก Only the Brave) เลือกถ่ายทำด้วยกล้อง Sony Venice 6K full-frame เพื่อ IMAX โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดเรื่อง แล้วยังเป็นกล้องที่ปรับปรุงเป็นพิเศษเพื่อถ่ายฉากใน cockpit (ห้องนักบิน) โดยยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพวกเราดูเรื่องนี้บนจอ IMAX เราก็จะปรากฏสัดส่วนรูปเต็มมากกว่าหน้าจอโรงปกติถึง 26%

บทวิเคราะห์ เริ่มจาก แรนดี้ ไมเยอรส์ จากสำนักข่าว San Jose Mercury News ที่ออกมากล่าวว่าเป็นภาพยนตร์ณ เวลาฤชมร้อนที่เยี่ยมที่สุดเพื่อเขาเลย ยอดเยี่ยมในเรื่องที่เหมาะสมที่สุดในฤดูร้อนนี้เลยครับ คุณจะวางป๊อบคอร์นไม่ลงอย่างยิ่งจริงๆ”

ด้าน เคธี่ วอล์ลช์ จาก Tribune News Service ได้ออกมาเผยว่า ทอม ครูซ นั้นคือฮีโร่ที่วงการรูปยนตร์ต้องการอย่างยิ่งจริงๆ “นี่คือหนังของมาร์เวอริคจริงๆจ้ะ ทอม ครูซ มิได้แค่จะจบแค่เพียง Top Gun แต่ยังสานต่อความเป็นรูปยนตร์ภาคต่อได้เป็นอย่างดี ทอม ครูซ คือฮีโร่ที่วงการรูปยนตร์ต้องการจริงๆค่ะ”
.
Tom Cruise มองว่าหนัง Blockbuster ในสมัย 80 – 90 ที่มีความมากมายหลากหลาย มีความกล้าสำหรับเพื่อการทำอะไรมากมาย แต่ในยุคสมัยนี้มันไม่น่าจะใช่อีกแล้ว ในปัจจุบันหนัง Blockbuster ขับเคลื่อนที่ด้วยหนังแฟรนไชส์, หนังซุปเปอร์ฮีโร่จักรวาลที่ยิ่งใหญ่ และสตูดิโอไม่ได้ให้ความสำคัญกับสไตล์ Blockbuster ในสมัย 80 – 90 แต่ Tom Criuse ก็อยากกล่าวว่ามันยังไม่ถึงตอนนั้น หมู่เขาคงไร้ที่ในอนาคต แต่มันไม่ใช่วันนี้ และเขาจะนำเสนอสมัยสมัยของเขาออกมาให้ได้ดูกัน

top gun maverick

สิ่งที่เยี่ยมที่สุดใน ฉากเปิดตัว

ฉากแอ๊คชั่นเครื่องบินรบนั่นล่ะ คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมในหนังหัวข้อนี้ ฉากเปิดตัว ฉากฝึกฝนซ้อม ฉากรบจริง ทำออกมาได้สมจริงและตื่นเต้นดีมาก ครั้นว่าตอนนี้การบินรบแบบในหนังมันกำเนิดขึ้นได้ยากมาก แต่กลุ่มเขียนบทก็พากเพียรคิดเรื่องให้เป็นอย่างควรจะเป็นออกมาได้ดี ถึงแม้ชมเว่อร์วัง แต่ก็ไม่สามารถรับรู้เขอะเขิลแต่อย่างใด อารมณ์เหมือนเราเล่นเกมส์ ACE COMBAT ยังไงยังงั้น

หลาย ฉากของเครื่องบินรบนั้นบินกันจริงๆ นักส่อให้เห็นก็บินกันจริงๆ ด้วยและใช้ CGI บางส่วนมาก เว้นแต่ส่วนท้ายเรื่องที่ มาร์เวอร์ริค กับ รูสเตอร์ ลักขโมย F-14 Tomcat เครื่องบินรบในตำช้านานภาคแรกนั้น เนื่องจากเครื่องบินรุ่นนี้ถูกปลดประจำการเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วค่อยไม่สามารถหาเครื่องบินที่ทำการบินจริงๆ ได้เพื่อถ่ายทำ

พวกเราจะได้ปรากฏเครื่องบินในภาพยนตร์หลากหลายรุ่นมาก ตั้งแต่เครื่องบินสมัย WW II อย่าง P-51 Mustang ซึ่งว่ากันว่าเป็นของ ทอม ครูซ จริงๆ, เครื่องบินต้นแบบ hypersonic SR-72 clone,

เครื่องบินขับเคลื่อนไล่ยุคที่ 4 ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องอย่าง F/A-18 Super Hornet ที่จึงควรไปต่อกรกับเครื่องบินของศัตรูสมัยที่ 5 ที่ชมน่าเกรงขามอย่าง Su-57

ยินดีต้อนรับกลับสู่เขตอันตราย คุณอาจไม่มีความคิดว่าคุณต้องการภาคต่อของภาพยนตร์สมัย 80 ชั่วกัลปวสาน แต่ ให้ความบันเทิงมากยิ่งกว่าที่จะต้องเป็น ในโรงภาพยนตร์ในขณะนี้ Top Gun 2 ได้จำทดสอบฉากแอ็กชั่นกลางอากาศที่ทำให้ดวงใจเต้นแรง ดราม่าเกี่ยวกับคาแรคเตอร์ที่น่าดึงดูด และความเชื่อทางไสยศาสตร์ทางการทหารของรูปยนตร์ต้นฉบับสำหรับในการบ่งบอกที่ชนะการหลีกหนีจากรูปยนตร์

เป็นเวลากว่า 35 ปีแล้วตั้งแต่การเปิดตัว Top Gun รุ่นดั้งเดิมที่ Tom Cruise บ่งชี้รอยยิ้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในสถานะนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมจุดที่จะทำให้ความจริงนั้นปรากฎและความสุขสำราญแบบเด็กๆ สำหรับเพื่อการเล่นกับของเล่นความรวดเร็วทันใจสูง (ซึ่งทำขึ้นเพื่อจะ ฆ่า) ของคน แต่ใดๆ)

มาอีกหนึ่งนักวิจารณ์อย่าง แรเฮยาน ซิมอนพิลไล จากสื่อ NOW Toronto ได้ออกมาบอกว่ารูปยนตร์เรื่อง Top Gun: Maverick คือเรื่องที่หายากมากๆที่ใช้ทั้งสตันท์แมนและรวมไปถึงเอ็ฟเฟ็คในเวลาเดียวกันกับการบ่งบอกที่สมจริงที่สุด เขาถึงกับกล่าวออกมาเองว่านี่คือภาพยนตร์ที่มีประสิทธิภาพมากๆอีกเรื่องหนึ่งอย่างยิ่งจริงๆล่ะ

หนังเล่าเรื่องต่อจากภาคก่อน พีท “มาเวอริค” มิทเชลล์ ต้องกลับมาที่ Top Gun อีกครั้งในสถานะครูฝึกฝนเพื่อที่จะสอนนักบินรุ่นใหม่ในเวลาที่จำกัด เพื่อจะไปทำภารกิจเสี่ยงตายเพื่อจะถล่มฐานของรัฐปฎิปักษ์ โดยเค้าจำเป็นจะต้องจัดการกับ รูสเตอร์ ลูกชายของกู๊สเพื่อที่จะสนิทจากภาคแรก

หนังเกิดการย้อนอดีตสมัยฉากสำคัญและเล่าเรื่องให้ผู้ดูรุ่นใหม่ แต่หากคุณกลับไปชมภาคแรกก่อนเข้าโรงก็จะได้แสดงตัวประโยคโดดเด่นๆ รวมถึงฉากที่เป็นที่ความจำในหนังต้นแบบและจะก่อให้ชมสนุกกว่าที่เคยเป็นครับผม โดยเนื้อเรื่องอาจจะจะมิได้เด่นในแง่บทที่หวือหวา แต่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดิบได้ดีสำหรับในการสร้างดึงอารมณ์ผู้ดูให้สนุกไปกับเนื้อเรื่องตามกฏเกณฑ์ภาพยนตร์แอคชั่นทั่วไป

ทางด้านฉากแอคชั่นในหนังต้นฉบับจะโฟกัสไปที่ความเกี่ยวเนื่องนักแสดงช่วงการฝึกฝนบินในโรงเล่าเรียน Top Gun แต่ในภาคต่อนี้หนังมุ่งเน้นไปที่การทำภารกิจของมาร์เวอรริคและเหล่าลูกกลุ่มของเค้า จึงควรดูว่าหนังพากเพียรใช้รูปจำสำหรับในการทำภารกิจเสี่ยงตายของเขาในเรื่อง Mission Impossible มารวมตัวกันกับ Top Gun ได้อย่างลงตัวซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงเสน่ห์ของทอม ครูชออกมาได้ดิบได้ดี

https://colormerad.net/

My Review

Review Form...

Reviews

Loading Reviews...